มารู้จักกับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมคนใหม่ของหงส์แดง

- Advertisement -spot_img
- Advertisement -spot_img

ในซีซั่น 2023/2024 ถือว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายกับทีม ลิเวอร์พูล ซึ่งแน่นอนว่าจากฟอร์มการเล่นที่ไม่โดดเด่นในการแข่งขันซีซั่นที่แล้ว ทำให้ทีมมีการผ่าตัดครั้งใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของผู้เล่นในตำแหน่งกองกลาง และการจากไปของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมคนล่าสุดที่ย้ายไปอยู่ในลีกซาอุดิอาระเบีย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทำให้ทีมต้องหากัปตันทีมคนใหม่เข้ามาทดแทน และแน่นอนว่า เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค Virgil van Dijk

ฟาน ไดจ์ค เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1991 ที่เมืองเบรดา ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยพ่อของเขาเป็นคนดัตช์ ส่วนแม่เป็นคนซูรินาเม ในแถบอเมริกาใต้ แต่เขาเลือกที่จะเล่นให้กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ โดยการเริ่มต้นค้าแข้งของเขานั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2009 เมื่อได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในทีมเยาวชนของสโมสร วิลเล่ม ทเว ทู ของฮอนแลนด์ ขณะที่มีวัย 18 ปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่มักจะเริ่มต้นกับทีมเยาวชนของสโมสรตั้งแต่วัย 10 กว่าขวบ

อย่างไรก็ตาม เขาใช้เวลาเพียงปีเดียวเท่านั้นในการฉายแววให้เห็นว่ามีความสามารถขนาดไหน เพราะในปีต่อมา ฟาน ไดจ์ค ย้ายไปร่วมทีม โกรนิงเก้น ซึ่งในช่วงแรกนั้นเจ้าตัวยังได้ลงเล่นในระดับเยาวชนอยู่ จนกระทั่ง ในปี 2011 เขาก็ถูกดันขึ้นเล่นในทีมชุดใหญ่ และได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะระดับอาชีพแบบเต็มตัว โดยเขาได้ลงสนามเกมแรกในฐานะนักเตะอาชีพ ในแมตช์ที่เจอกับ เดน ฮาก เมื่อวันที่ 1 เมษายน ปี 2011 โดยเจ้าตัวลงเล่นในฐานะนักเตะตัวสำรอง นาทีที่ 72 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเจ้าตัวเลยก็ว่าได้ และหลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างโดดเด่น และกลายเป็นกำลังหลักของทีม ซึ่งเจ้าตัวลงเล่นไปมากกว่า 63 นัด ระหว่าง ปี 2011-2013

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค Virgil van Dijk

และจากจุดเริ่มต้นตรงนั้น ทำให้แมวมองจากทีมใหญ่ในยุโรปเริ่มสนใจกองหลังร่างยักษ์รายนี้ และเป็น กลาสโกว์ เซลติกส์ แห่งสก็อตแลนด์ ที่เซ็นสัญญาดึงเขาไปร่วมทีมในปี 2013 ด้วยค่าตัวเพียง 2.6 ล้านปอนด์เท่านั้นกับระยะเวลาของสัญญา 4 ปี

ฟาน ไดจ์ค ลงเล่นให้กับเซลติก 3 ซีซั่นตั้งแต่ปี 2013-2015 ลงเล่นไป 76 นัด ทำได้ 9 ประตูสำหรับบอลลีก และลงเล่นทุกรายการให้กับ เซลติก 115 นัด ยิงไปได้ 15 ประตู โดยในซีซั่น 2015-2016 เขาได้รับการทาบทามให้ไปร่วมทีมเซาแธมป์ตัน เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2015 ด้วยค่าตัว 13 ล้านปอนด์พร้อมสัญญา 5 ปี ซึ่งที่นี่เขาได้เฉิดฉาย และแสดงฝีมือบนเวทีใหญ่จนกระทั่งเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

การอยู่กับ เซาแธมป์ตัน ของ ฟาน ไดจ์ค และผลงานที่ดีในแง่ของส่วนตัว ทำให้ทีมใหญ่ๆ หลายทีมจับตามอง และหนึ่งในนั้น คือ ลิเวอร์พูล ที่ถือเป็นคู่ค้าขาประจำของ เซาแธมป์ตัน ในการซื้อขายนักเตะ และหลังจากที่มีข่าวกันมานาน รวมถึงเรื่องระหองระแหงกับทีม เพราะไม่อยากให้ย้ายทีม ในที่สุด ฟาน ไดจ์ค ก็ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกของ ลิเวอร์พูล เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2018 ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติของกองหลังในตอนนั้น คือ 75 ล้านปอนด์

การเข้ามาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ทำให้เขาสามารถแสดงผลงาน และสร้างชื่อให้กับตัวเองอย่างมาก โดยเขาลงเล่นนักแรกในเกมเอฟเอ คัพ รอบที่ 3 นัดเจอกับเอฟเวอร์ตัน และสามารถทำประตูได้ด้วย ก่อนที่ทีมจะเอาชนะไป 2-1 โดยในครึ่งหลังของซีซั่น 2017-2018 เขาลงเล่นรวมทุกรายการ 22 นัดทำไปได้ 1 ประตู

ฟาน ไดจ์คเป็นกองหลังตัวหลักของทีมหงส์แดงมาตลอด จนกระทั่งถึงจุดเปลี่ยนที่หลายคนบอกว่าทำให้เขาไม่เหมือนเดิม คือ การได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับ จอร์แดน พิคฟอร์ด ประตูของเอฟเวอร์ตัน จนได้รับบาดเจ็บตลอดทั้งซีซั่น 2020-2021 และแม้ว่าจะหายบาดเจ็บและกลับมาแล้ว เขาก็ยังโชว์ฟอร์มการเล่นได้ไม่เหมือนเดิม

ในนามทีมชาติเนเธอร์แลนด์นั้น ฟาน ไดจ์คลงเล่นไปทั้งหมด 55 เกมนับจากการติดทีมชาติครั้งแรกในปี 2015 และทำได้ 6 ประตู โดยในทีมชาติ เขาได้รับเลือกให้เป็นกัปตันทีม ขณะที่ทีมสโมสรนั้น เขาเป็นแค่รองกัปตัน เพราะในช่วงนั้นมี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ในทีม

ดังนั้น เมื่อ เฮนเดอร์สัน ย้ายไปเป็นลูกทีมของสตีเวน เจอร์ราร์ดที่ย้ายไปคุมทีมอัล อิตติฟา ในลีกซาอุดิอาระเบีย จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการที่ทีมจะดันให้ ฟาน ไดจ์ค ขึ้นมาเป็นกัปตันทีม โดยที่มี เทรนด์ อเล็กซานเดอร์ อาโนลด์ เป็นรองกัปตันทีม

- Advertisement -spot_img